ในโลกของ Automation ถ้าคุณอยากเข้าใจ “ระบบควบคุม” อย่างลึกซึ้ง หนึ่งในเรื่องพื้นฐานที่ต้องรู้คือความแตกต่างระหว่าง Open Loop และ Closed Loop Control เพราะนี่คือจุดตั้งต้นของระบบอัตโนมัติแทบทุกประเภท ตั้งแต่เตาไมโครเวฟ พัดลม ไปจนถึงหุ่นยนต์ในสายการผลิต
🔹Open Loop คืออะไร?
🔹Open Loop Control คือระบบควบคุมที่ ไม่มีการ Feedback (ย้อนกลับ) จากผลลัพธ์
ระบบจะทำงานตามคำสั่งที่ได้รับ โดยไม่สนว่าผลลัพธ์จริงเป็นอย่างไร
ตัวอย่างง่ายๆ:
1️⃣เครื่องซักผ้ารุ่นเก่า → กดเริ่มแล้วเครื่องจะทำงานไปตามโปรแกรมจนครบ โดยไม่สนใจว่าน้ำสกปรกแค่ไหน
2️⃣พัดลมทั่วไป → เปิดแล้วพัดลมจะหมุนทันที โดยไม่ตรวจวัดว่าอุณหภูมิห้องเท่าไร
3️⃣เครื่องปิ้งขนมปัง → เราตั้งเวลาให้กับเครื่อง เครื่องก็ทำงานจนถึงเวลาที่ตั้งไว้โดยไม่ได้สนใจว่าขนมปังไหม้หรือไม่
📌ข้อดี:
✅โครงสร้างง่าย
✅ราคาถูก
📌ข้อเสีย:
❎ไม่สามารถปรับตัวได้หากมีความผิดปกติหรือ Disturbance
❎ความแม่นยำต่ำ
🔹Closed Loop คืออะไร?
🔹Closed Loop Control คือระบบควบคุมที่มี Feedback Loop
ระบบจะเปรียบเทียบ “คำสั่ง” (Setpoint) กับ “ผลลัพธ์จริง” (Measured Value หรือ Actual Value) แล้วคำนวณ “ความผิดพลาด” (Error) เพื่อนำไปปรับการควบคุมให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายมากที่สุด
ตัวอย่าง:
1️⃣เครื่องปรับอากาศ → ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 25°C ระบบจะทำงานให้อุณหภูมิห้องเข้าใกล้ค่านี้ตลอดเวลา
2️⃣หุ่นยนต์เชื่อม → ตรวจตำแหน่งของแนวเชื่อมที่ปลายแขนแล้วปรับให้เชื่อมแม่นยำขึ้น
📌ข้อดี:
✅แม่นยำ ปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้
✅ควบคุมเสถียรในระยะยาว
📌ข้อเสีย:
❎ซับซ้อนกว่า
❎ต้องมีอุปกรณ์ Feedback เช่น Sensor, Controller, Actuator
🔹Transfer Function คืออะไร?
ในเชิงวิศวกรรม ระบบควบคุมจะถูกวิเคราะห์ผ่านเครื่องมือชื่อว่า Transfer Function ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอินพุต (สิ่งที่เราป้อนให้ระบบ) และเอาต์พุต (สิ่งที่ระบบตอบสนอง) โดยอยู่ในรูปของ Laplace Transform (s-domain)
Transfer Function คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราวิเคราะห์และออกแบบระบบควบคุมได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น PID, ระบบเสถียรภาพ หรือการตอบสนองต่อความผันผวนของโหลด
ไม่ว่าจะเป็น Open Loop ที่เรียบง่าย หรือ Closed Loop ที่ซับซ้อนแต่ยืดหยุ่น — ทั้งสองระบบล้วนเป็นรากฐานของระบบควบคุมในอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน และถ้าเข้าใจ Transfer Function เราจะสามารถมองภาพระบบควบคุมได้ในระดับ “วิศวกรควบคุมมืออาชีพ”
